" เจ้าชายน้อย "

               วรรณกรรมเยาวชน  เรื่อง  เจ้าชายน้อย  นับว่าเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้อ่านทั้งวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่  ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่มีสถิติในการตีพิมพ์และนำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ด้วยเนื้อหาที่ที่สอดแทรกไปด้วยแง่คิดในมุมมองต่างๆภายในเรื่อง  ชวนให้ผู้อ่านได้คิดตาม  มีทั้งสาระและความบันเทิงสอดแทรกอยู่ภายใน 

                นับว่าเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจและดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว  ส่วนสำหรับตัวฉันเอง เมื่อได้ลองอ่านวรรณกรรมแปลของ อองตวน เดอ แซงแตก-ซูเปรี ทำให้ฉันได้แง่คิดในหลายมุมมองจากเนื้อเรื่องที่ผู้เขียนพยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองสู่ตัวละครในแต่ละหน้า  เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสชีวิตของตัวละครเหล่านั้น  ทั้งรับรู้ถึงความหมายหลายๆ อย่างที่แอบแฝงอยู่ภายใต้ประโยคพูดคุยและเรื่องราวที่ตัวละครได้ประสบพบเจอมา

                เจ้าชายน้อยเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ ที่ตัวละครมีต่อตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง  ทั้งความคิดความอ่านและความสงสัยใคร่รู้ของเจ้าชายน้อย  ที่มักจะตั้งคำถามเสมอเมื่อเจอคนบางประเภท  ระหว่างออกเดินทางเพื่อตามหาบางสิ่งที่หัวใจเขายังมิอาจรู้ได้ว่าคืออะไร

                 จะเห็นได้ว่าผู้เขียนนั้นพยายามจะสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวของเจ้าชายน้อยเองที่ไม่ได้ต่างจากคนบางคนบนโลกใบนี้สักเท่าไหร่  เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของใครหลายคนที่อาจจะเคยประสบปัญหาเช่นนี้มาก่อน 

                ตัวละครดูมีความลึกซึ้งและยากที่จะเข้าใจหากเราไม่ยอมเปิดใจที่จะยอมรับเขาเข้ามาภายในซอกเล็กๆ ของหัวใจ  เท่ากับว่าหากอ่านแค่พอผ่านๆ ตาเราคงไม่มีวันรู้ว่าในหนังสือเล่มนี้มีอะไรที่ใครหลายคนคิดไม่ถึงซ่อนอยู่บ้าง  อย่างในเรื่องที่ผู้เขียนนั้นพยายามจะสื่อให้เราได้เห็นถึงบ่อเกิดของความรักที่มักจะเริ่มต้นจากความสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ของคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  จนกระทั่งก่อเกิดเป็นมิตรภาพเล็กๆที่เรียกว่า   "เพื่อน"  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง 

                ซึ่งหลังจากเจ้าชายน้อยได้พบกับเจ้าสุนัขจิ้งจอกก็ทำให้เขาได้ค้นพบบางสิ่งที่ตัวเขาเองไม่เคยมองเห็นหรือสัมผัสมันได้เลยสักครั้ง  สิ่งนั้นก็คือมิตรภาพและความรักระหว่างเพื่อน  เพราะเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้บอกกับเขาไว้ก่อนจากกันว่า  "สิ่งที่สำคัญนั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา  เราจะสามารถมองเห็นมันได้ด้วยหัวใจเท่านั้น"  ประโยคนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะชอบและเริ่มคิดตามว่าภายใต้คำพูดประโยคนี้แฝงไปด้วยความนัยอะไรบ้าง 

                มีหลายสิ่งในโลกใบนี้ที่ตัวเราเองไม่สามารถที่จะใช้ตาในการมองเห็นหรือรับรู้ทำความเข้าใจ  เพียงแต่หากลองใช้ใจในการทำความรู้จักกับมันเราก็อาจจะเข้าใจมันได้มากขึ้น  หากเราไม่ยอมเปิดใจเราจะไม่มีวันที่จะมองเห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวเหล่านั้นเลย

                ความรักนี้เองที่เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งภายในเรื่อง  ถึงมันจะดูซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ  หากลองนึกลองคิดและเปิดใจเรียนรู้มันแล้วก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ  อีกประเด็นสำคัญที่ตัวฉันเองอ่านแล้วได้แง่คิดในมุมมองที่ต่างจากความนึกคิดเก่าๆ นั่นก็คือ  การหยิบยกเอาเรื่องของผู้ใหญ่ขึ้นมากล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ 

                เราจะเห็นได้ว่า  หลังจากที่เจ้าชายน้อยได้ออกเดินทางจากบ้านเกิดและจากดอกกุหลาบที่เป็นเพื่อนรักของเขามาแล้ว  เขาได้พบเจอกับคนมากมายหลายประเภท  ไม่ว่าจะเป็นพระราชา  นักภูมิศาสตร์  คนหลงตัวเอง  หรือชายชอบดื่ม  ซึ่งหลายๆ ตัวละครที่ปรากฏในแต่ละช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เราได้ข้อคิดต่างๆ ตามมามากมาย 

                อย่างชายหลงตัวเองที่ต้องการให้คนอื่นชมและยกยอ ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะต้องการสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร ?  และมันก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้ใหญ่บางคนในปัจจุบันที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองโด่งดังเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมชมชอบจากคนรอบข้าง  ในขณะที่ตัวฉันเองมองไม่เห็นเลยว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีคุณค่าทางกายหรือจิตใจแต่อย่างใด

                 หรืออาจจะเป็นนักธุรกิจที่วันๆ เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตานับตัวเลขจริงจังกับชีวิตจนไม่มีแม้แต่เวลาจะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน  เขาตั้งใจทำงานทุกอย่าง  ขยันและมุ่งมั่นที่จะได้ครอบครองบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องการ  หรือเพื่อเก็บเงินเป็นจำนวนมาก  ในขณะที่คนอ่านอย่างฉันที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดคำถามขึ้นภายในใจแล้วว่า  เขาเหล่านั้นต้องการชีวิตแบบนั้นจริงๆ น่ะหรือ ?  ชีวิตที่ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะผักผ่อนหรือชื่นชมธรรมชาติ  ชีวิตที่ไร้ซึ่งอิสรภาพและความฝันเหมือนเด็กๆ 

                แน่นอนว่าผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงเวลาเป็นเด็กมาก่อน  พอเริ่มเติบโตขึ้น  ชีวิตและความคิดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย  พอโตแล้วก็จะคิดแต่สิ่งที่จริงจังและหาเหตุผลมาอ้างเพื่อความจริงและความสมเหตุสมผล จนอาจมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป  ในขณะที่เด็กนั้นแทบจะไม่รู้สึกถึงเหตุผลที่ผู้ใหญ่พยายามหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเหล่านั้นเลย 

                พวกเขาไร้เดียงสา  อ่อนไหว  เพ้อฝัน  และมีจินตนาการในโลกที่ขาวบริสุทธิ์  มีอิสระในการที่จะคิดและเพ้อฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  พอลองมองเปรียบเทียบกับความจริงจังของผู้ใหญ่แล้วมันช่างเป็นอะไรที่เข้ากันไม่ได้เสียเลย  เหมือนกับเด็กมีความสุขที่ได้อยู่กับฝันที่เปรียบเสมือนหมอกบางๆ ที่พร้อมจะเลือนหายได้ตลอดเวลา แต่วิมานกลางอากาศที่พวกเขาเหล่านั้นสร้างขึ้นมาก็ไม่เคยเลือนหายไปไหน

                  ในขณะที่เราลองมองย้อนกับมาที่ผู้ใหญ่ซึ่งยึดติดกับรากฐานของความเป็นจริงจนไม่มีแม้แต่เวลาที่จะได้รับรู้ถึงคำว่าโลกของความฝัน หรือจินตนาการ เพราะมัวจริงจังกับชีวิตมากเกินไป

                 สำหรับตัวฉันเองคิดว่าผู้ใหญ่ทุกคนยังไม่เคยลืมความเป็นเด็กของตัวเองหรอก  เขายังไม่เคยลืมว่าตัวเองเคยทำเรื่องไร้สาระ  เคยวาดรูปภาพห่วยๆ  เคยคิดฝันอะไรที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้  เคยมีอิสระในแต่ละสิ่งที่อยากจะทำ แต่ตอนนี้เขาเหล่านั้นแค่พยายามปิดกั้นและปิดบังความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้  เพื่อไม่ให้ใครเห็นถึงจุดอ่อนในตัวเขาเองก็เท่านั้น 

                จะว่าไปแล้ว  การที่ผู้ใหญ่บางคนมีความคิดเหมือนเด็กบ้างก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย  เราจะมามัวแต่คิดคำนวณเรื่องตัวเลขในหัวให้ปวดหัวเล่นกันทำไม?  ทำไมไม่ลองเอาเวลาไปทำอย่างอื่นเสียบ้าง  ลองไร้สาระดูบ้างสักวันก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย  ลองหยุดทุกอย่างแล้วอยู่กับตัวเองเงียบๆ ดูบ้างสิ  บางทีการที่คุณยอมเสียเวลาอันมีค่าเหล่านั้นเพื่อให้ตัวเองได้ครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง  มันอาจทำให้คุณค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นได้...

                เชื่อเถอะ  หากผู้ใหญ่ลองทำความเข้าใจความคิดความอ่านของเด็กบ้าง  เขาจะเห็นหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในตัวเด็กเหล่านั้นที่ตัวเขาเองอาจมองข้ามมันไป  ความคิดและอุดมคติในตัวอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ได้  และมันอาจจะทำให้ใครหลายคนโหยหาและนึกถึงช่วงเวลาของการเป็นเด็กจนไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่เลย 

                ดูจากในเรื่องสิ  เจ้าชายน้อยออกเดินทางเพื่อตามหาบางสิ่งจนกระทั่งตระหนักได้ถึงความจริงของชีวิตที่ว่า  "แท้ที่จริงแล้วคนเราทุกคนต้องการความรัก"  เราไม่สามารถขาดมันได้เพราะมันเปรียบเสมือนน้ำที่ร่างกายขาดไม่ได้  หากขาดน้ำไปแล้วร่างกายคนเราคงแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา  สุดท้ายก็จะดับสะลายและเลือนหายไปจากโลกใบนี้

                 เช่นเดียวกับชีวิตของใครหลายคนที่ขาดเพื่อนไม่ได้  เพราะคนเรานั้นไม่อาจอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ได้  เมื่อเจ้าชายน้อยค้นพบความจริงในข้อนี้แล้ว  เขาก็ได้เดินทางกลับบ้านที่เขาจากมาเพื่อกลับไปหากุหลาบที่เขารัก  ถึงแม้จะมีดอกกุหลาบนับล้านดอกก็มิอาจเทียบได้กับดอกกุหลาบดอกเดียวที่เขาเฝ้าทะนุถนอมและรดน้ำมาเป็นเวลานาน

                 จะเห็นได้ว่าผู้เขียนพยายามบอกให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงคุณค่าของบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเราเองอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  เฉกเช่นว่า  เราจะรู้คุณค่าของบางสิ่งบางอย่างก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียสิ่งๆ นั้นไปแล้ว  และเมื่อเรารู้คุณค่าของมันแล้วเราก็ต้องรู้จักที่จะดูแลทะนุถนอมและเอาใจใส่รับผิดชอบต่อสิ่งๆ นั้น  ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่า ภายใต้หนังสือเล่มนี้มีข้อคิดและอะไรหลายๆ อย่างที่สอนให้เรารู้จักคิด รู้จักที่จะรักและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองมี  เพื่อไม่ให้สูญเสียสิ่งที่รักไปในเวลาอันสั้น...เพราะบางครั้ง  สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดเราก็อาจมองไม่เห็นหากไม่ยอมเปิดใจมองมัน...

 
...KAWIN...
 

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (203.158.199.245|203.158.199.245) on 2014-10-09 17:58

ดูเป็นการ์ตูนก็น่ารัก อยากไปซื้อหนังสือมาเก็บแล้วซิbig smile Hot!

#2 By NhonNhoi on 2013-01-28 10:02