เมื่อวันที่  9-11 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา (ซึ่งก็ผ่านมาแล้วเดือนสองเดือน / เพิ่งมีโอกาสบันทึกเหตุการณ์) พอดีมีโอกาสไปเข้าค่ายเยาวชนวรรณกรรม ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ  หรือที่เรียกว่า  ค่าย "อ่าน เขียน เรียน คิด ปี 4"  และสถานที่เข้าค่ายอยู่ที่นครราชสีมา ซึ่งถูกจัดขึ้นที่ภูพิมาน รีสอร์ท 
                วันแรกนั้นเราเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านน้าชาติ (นักเขียนชื่อดัง) รู้สึกประทับใจมากตอนได้ไปเหยียบบ้านนักเขียนคนดัง  ทุกอย่างรอบตัวเป็นธรรมชาติไปหมด  มีต้นไม้  ลำธาร  สะพาน  ดูร่มรื่นน่าอยู่  เห็นแล้วอิจฉาเจ้าของบ้านเลย  แต่กว่าพื้นที่ตรงนั้นจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้น้าชาติบอกว่าต้องลงแรงไปเยอะเหมือนกัน  แต่ก่อนนั้นไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ (ใช้ตะเกียงเอา) สะพานก็ไม่มี แต่ทุกอย่างที่เราได้ไปเห็นในวันนั้นคือสิ่งที่เจ้าของบ้านลงทุนลงแรงสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง  ด้วยอาชีพของการเป็นนักเขียน  กว่าจะยืนบนจุดนั้นได้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

   

 
                เดิมทีแล้วตอนส่งบทความเข้าประกวดแอบลุ้นๆ ว่าบทความจะผ่านไหม  ผมออกมาว่าผ่านเพราะมีโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาสัมภาษณ์  แต่ตอนนั้นตื่นเต้นมากจนตอบอะไรไม่ค่อยรู้เรื่อง  คิดว่าตัวเองตอบคำถามไม่ค่อยดีนัก  กังวลเล็กน้อยว่าอาจไม่ผ่านเข้ารอบ  แต่เมื่อผลประกาศในเว็บออกมาก็รู้สึกดีใจเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในชีวิต  ที่สำคัญคือ  การไปค่ายครั้งนี้มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง  ได้รู้จักผู้คน  ได้คำแนะนำจากนักเขียนและกวีชื่อดังหลายๆ ท่าน  ถือได้ว่าคุ้มค่ามาก  ขาดไม่ได้คงจะเป็นการได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ในค่าย
                บางคนได้เป็นนักเขียนมืออาชีพไปแล้ว  มีหนังสือออกวางแผงตามร้านหนังสือหลายแห่ง  ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและเก่งพอควร  มันทำให้เรานึกย้อนกลับมามองตัวเองว่า  "เมื่อไหร่จะทำได้แบบนั้นบ้าง"  อย่างเราคงต้องพัฒนาฝีมือกันต่อไปล่ะนะ  อย่างน้อยๆ มันก็ต้องมีสักวันที่เราจะก้าวไปถึงจุดๆ นั้นได้ด้วยตัวของเราเอง  เพราะสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของฉันในตอนนี้ได้ก็คงหนีไม่พ้นการเขียนหนังสือ 
                ถามหน่อย  ระหว่างอยากเป็นนักเขียนกับเขียนหนังสือคุณจะเลือกอะไร?  บางทีสองคำนี้มันก็ใกล้เคียงกันนะ แต่ลองเจาะลึกลงไปถึงความนัยที่แฝงเอาไว้จะเห็นได้ว่า  การเป็นนักเขียนกับการเขียนหนังสือนั้นมันคนละอย่างกัน  เป้าหมายอาจคือการเป็นนักเขียน  แต่เหตุจูงใจอาจเป็นการอยากเขียนหนังสือ  บางคนแค่ได้เขียนก็มีความสุข...

                อาชีพนักเขียนนั้นเป็นอาชีพอิสระที่ต้องมีความอดทนและระเบียบวินัยสูงมาก  เพราะมันไม่มีกฎและข้อบังคับตายตัวว่าคุณต้องทำงานตอนไหน  เวลาไหน  ประมาณว่าฉันอยากเขียนก็เขียน  วันนี้เบื่อ เซ็งชีวิต ไม่เขียนดีกว่า  และหลายคนคงประสบปัญหากับคำว่า  "ขี้เกียจ" ขึ้นมาเสียดื้อๆ ดังนั้นแล้วการเป็นมืออาชีพได้นั้นฉันเชื่อว่าต้องมีความอดทนสูง  ทั้งยังต้องกำหนดข้อบังคับในการเขียนให้ตัวเอง  แบบว่าวันนี้จะเขียนกี่หน้า  กี่ตอน  เขียนตอนไหน เวลาไหน ต้องแยกแยะเวลาให้ถูก  แบ่งเวลาให้เป็น  ไม่อย่างนั้นแล้วยากที่จะหาจุดยืนเจอ
 
                ไอ้การที่เราจะเขียนหนังสือได้จบแต่ละเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่เดี๋ยวนี้แล้วใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้ทั้งนั้น  ขอแค่คุณเริ่มเขียนตัวอักษรแรกลงบนหน้ากระดาษก็เท่ากับว่าได้เขียนแล้ว  แต่ยากที่สุดคงจะเป็นการก้าวเดินเข้าไปบนเส้นทางสายนี้แบบจริงจัง  หรือที่เรียกกันว่า  "มืออาชีพ"  เดิมทีสำหรับตัวฉันเองคิดว่าอาชีพนี้เป็นอะไรที่ไม่แน่นอน  บางทีพล็อตเรื่องเรามันก็ขายได้  บางทีมันก็ขายไม่ได้  ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงผลตอบรับและความนิยมของตลาดและคนอ่านด้วย  บางทีสำนักพิมพ์นี้อาจต้องการต้นฉบับแนวนี้  อีกสำนักพิมพ์อาจไม่ต้องการ  มันเป็นอะไรที่ไม่แน่นอนตายตัว  แม้แต่รายได้ของการเขียนหนังสือก็ยังไม่แน่นอนเลย  ต้นฉบับบางเรื่องได้เยอะ  บางเรื่องได้น้อย  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจว่ามั่นคงที่สุดในคนทำงานสายนี้ก็คือ  "ความสุขทางใจ"  สิ่งที่เขาได้คิด  ได้จินตนาการ  และได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรแต่ละตัวออกมาให้คนอ่านได้รับรู้  สิ่งนั้นแหละที่นักเขียนทุกคนมีและยึดมั่นมันมาตลอด  แรงบันดาลใจก็เป็นเรื่องสำคัญในการแต่งเรื่องเหมือนกัน  ถ้าขาดมันไปก็ไม่รู้จะเขียนอะไร?
" ที่คนเราเขียนก็เพราะมีเรื่องอยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง "

                น้าชาติ  กอบจิตติ เจ้าของผลงานพันธุ์หมาบ้าที่ใครหลายคนคงเคยรู้จักหรือคุ้นหูกันมาบ้างเคยบอกเอาไว้ตอนเข้าค่าย อ่าน เขียน เรียน คิด ปี 4 " ที่คนซื้อหนังสืออ่านก็เพราะอยากรู้เรื่องของคนอื่น "  ฉันก็คิดว่ามันก็จริงนะ  ถ้าไม่อยากรู้เรื่องราวของคนอื่นแล้วเราจะซื้อมาอ่านกันทำไมล่ะ ?  แล้วน้าชาติยังบอกเอาไว้อีกว่า  การที่เราจะเขียนนิยายได้นั้นเราต้องรู้จักที่จะตั้งคำถาม  ต้องเรียนรู้จากการอ่านให้เป็นก่อน  ไม่ใช่เขียนเป็นเลย 
                เชื่อเลยว่ารากฐานของการเขียนมักมาจากการอ่าน  หลายคนอ่านเข้าไปมากๆ ก็ซึมซับเอาสำนวนภาษา  พอเริ่มสนุกกับการอ่านจนเต็มที่แล้วก็อยากหันมาเขียนดูบ้าง  ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรถ้าเราอยากจะเขียน  เคยถามตัวเองไหม  ถ้าเกิดโลกนี้ไม่มีหนังสือ  ไม่มีนักเขียน  แล้วโลกมันจะเป็นยังไงนะ?
 
  

เก็บตกเล็กๆ น้อยๆ จากการเข้าค่าย  Cool

 

วันสุดท้ายก็ดูเหมือนสภาพแต่ละคนจะง่วงนอนกันมาก -*-

 

บรรยากาศ ณ บ้านน้าชาติ Money mouth

 

บรรยากาศที่รีสอร์ท

 

แล้วก็ตื่นมานั่งโพสท่าเหงาๆ ท่ามกลางสวนเขียวๆ Laughing

 

สวัสดีตะวันยามเช้า 

พี่ Staff ที่ค่าย ไม่ขอเอ่ยชื่อนะ ฮะๆ Foot in mouth

 

สุดท้ายอีกอย่างที่ได้กลับมาจากค่ายก็คือไอ้นี่แหละ... 

 

 

...KAWIN...

 

 

 

 

edit @ 29 Jan 2013 15:46:44 by KAWIN

Comment

Comment:

Tweet