บ่น...บ่น

posted on 18 Jun 2013 19:09 by kawin-na
 
                       บ่น...บ่น...
 
 
 
ทุกวันนี้ประเทศเราก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เคยเป็นเมืองล้าหลังมาก่อน จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเริ่มไต่เต้าขึ้นทีละขั้นๆ จนเข้าขั้นเจริญขึ้นกว่าสมัยก่อน ดูทันสมัยทั้งเรื่องเทคโนโลยีและความสะดวกในการคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า การใช้คอมพิวเตอร์ รถยนต์ จักรยาน ตึกสูงตระง่านที่ผุดขึ้นมาใจกลางเมืองหลวงราวกับดอกเห็ดที่รอเวลางอกจากพื้นดินมาเป็นเวลานาน และตรงกันข้ามกับเมืองเล็กๆ ในต่างจังหวัดที่ความสะดวกสบายยังเข้าไม่ถึงในบางพื้นที่กับไม่มีเชี้ยอะไรเลยนอกจากต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ และธรรมชาติ

จำได้ว่าครั้งแรกที่มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินบางกอก(กรุงเทพฯ)คุณน้าพาไปนั่งรถไฟฟ้า BTS / MRT ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสภาพแวดล้อมของเมืองใหญ่ที่ต่างจากบ้านเราแบบสุดขั้ว!! ประมาณว่า “อะไรกันฟร๊ะ!! รถไฟเหาะได้ด้วย มุดดินได้ด้วย โห สุดยอด!!” ประสบการณ์ครั้งนั้นจำได้ว่ามันช่วยเปิดโลกอีกใบให้เราได้รู้จัก

เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ ที่อยู่แต่ในพื้นที่จังหวัดเล็กๆ ไม่มีโอกาสออกไปผจญภัยยังโลกภายนอกจะไปมีความคิดกับจินตนาการที่กว้างไกลได้ยังไงถ้าไม่ได้ออกไปเห็นมันด้วยตาของตัวเอง ตอนเด็กๆ มีคำถามหลายคำที่ผุดขึ้นในหัวแต่ก็ไม่เคยคิดหาคำตอบ ปล่อยเวลาให้มันเลยผ่านไป คิดแค่ว่าเราเกิดที่นี่ก็คงต้องตายที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ ของเราไปโดยไม่มีโอกาสได้ออกไปท่องโลกกว้าง ทั้งที่มีความฝันว่าอยากออกไปผจญภัยข้างนอก ตอนนั้นคิดได้แค่ว่าคงเป็นแค่ความฝันของเด็กๆ แต่พอเราเริ่มโตขึ้นเราก็เริ่มอยากออกไปไกลบ้าน อยากออกไปเห็นโลกข้างนอก พบปะผู้คนแปลกหน้าใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ วัฒนธรรมที่ไม่ได้จำกัดให้แคบลงว่าต้องอยู่แค่ที่บ้านของเรา ปกติก็ไม่ใช่คนติดบ้านอยู่แล้ว พอได้ออกห่างบ้านยิ่งรู้สึกสนุกซะอีก พอกลับบ้านไปก็มีเรื่องเล่าให้แม่กับพ่อฟังจนเขาขี้เกียจฟัง

แล้วพอหลังจากได้ไปสัมผัสเมืองหลวงของประเทศไทยในครั้งนั้นก็ทำให้ได้รู้อะไรอีกหลายๆ อย่าง ไหนจะทะเลที่ได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ ครั้งแรกตอน ป.3 คือความรู้สึกตอนนั้นหลงรักทะเลจนถอนตัวไม่ขึ้น แบบว่า “อั๊ยย๊ะ!! น้ำห่าอะไรเค็มฉิบหาย เก็บใส่ขวดเอาไปใช้แทนเกลือที่บ้านได้ไหม โห...ทำไมมันกว้างกว่าแม่น้ำบ้านเราอีก หือ? มีปูกระดองม้วนเป็นขดอย่างกับอุนจิในการ์ตูนอาราเล่ (ปูเสฉวน) โห้ยยย!! คลื่นทะเลมันเป็นแบบนี้นี่เอง..” 

คือตอนนั้นมันเหมือนช่วยเปิดมุมมองความคิดของเราให้กว้างขึ้นแบบว่า เอ่อ...ที่นี่มันมีไอ้นี่แฮะ เจ๋งดี บ้านเราไม่มี เฮ้ย! ตึกแม่-งเจ๋งว่ะ สูงโครตเลย (ปกติเห็นแต่ในจอทีวี) บ้านเราแค่สามชั้นก็ถือว่าสูงโคตรแล้วอ่ะวะคับ ยิ่งมาเจอถนนหนทางบวกกับรถราของเมืองกรุงยิ่งแล้วใหญ่ ประมาณว่า... “เฮ้ยไรวะ! ถนนใหญ่ฉิบเป๋ง บ้านกูยังเป็นถนนดินแดงอยู่เลยไอ้ฟัดดด!!” ตอนนั้นจำได้ว่าเริ่มเกิดอาการไม่พิสมัยกรุงเทพ เนื่องจากสภาพแวดล้อมและมลพิษทางอากาศ ทั้งจำนวนประชากรที่เดินตามท้องถนนราวกับมดแตกรัง จำนวนรถยนต์และยานพาหนะที่เยอะขนาดเอารถยนต์ของคนบ้านนอกหลายจังหวัดมารวมกันก็ยังสู้ไม่ได้ แล้วก็เริ่มคิดแล้วว่า...ถึงแม้เมืองกรุงมันจะดูโออ่า ดูภูมิฐานหรือสะดวกสบายรวดเร็วกว่าบ้านเราแต่มันก็ยังมีข้อเสียอยู่เยอะ อย่างนึงแหละที่บ้านเรามีเยอะกว่า “ต้นไม้” อย่างที่สอง “อากาศบริสุทธิ์” พอกาลเวลาผ่านไปก็เหมือนกับว่ามันได้กัดเซาะและกลืนกินสิ่งเก่าๆ ให้ตายตามมันไปด้วย 
 
เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในเขตบ้านนอกหลายพื้นที่ มีการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าให้ก้าวกระโดดทันจังหวัดอื่นๆ เหมือนแย่งกันเป็นหน้าเป็นตาสังคม ประมาณว่าจังหวัดกูมีดีกว่าจังหวัดมึง สถานที่ท่องเที่ยงเจ๋งกว่า ในขณะที่ถนนดินแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นคอนกรีต จากสองเลนกลายเป็นสี่เลน ต้นไม้ข้างทางไม่รู้กี่ร้อยกี่พันต้นที่ต้องถูกตัดถูกโค่นเพื่อสร้างถนนสี่เลนยาวตลอดทาง ในขณะที่จำนวนรถยนต์หรือยานพาหนะที่มนุษย์บ้านนอกอย่างเราๆ นี่ใช้กันก็ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนหนาแน่นเหมือนของมนุษย์เมืองกรุงกันเลยสักนิด สิ่งที่ไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือ... “มึงจะสร้างถนนสี่เลนกันไปเพื่ออะไรในเมื่อสองเลนก็ยังแทบจะมีรถวิ่งจนนับคันได้?” 

ตอนนั้นก็เข้าใจอยู่หรอกว่ามันอยู่ในช่วงพัฒนาให้ทันสังคมโลกปัจจุบัน แต่ต้นไม้ที่เสียไปกับถนนที่ได้มานั้นมันคุ้มกันเปล่าวะ? พอแลกต้นไม้ไปเพื่อให้ได้ถนนที่กว้างขึ้นมนุษย์เรากลับไม่เห็นใช้ประโยชน์อะไรจากมันเยอะแยะเลยด้วยซ้ำ เอ้า...หรือไม่จริง ก็ในเมื่อสร้างสี่เลนขึ้นมาแล้วแต่รถก็ไม่ได้เยอะมากมายถึงขั้นต้องมีถนนสี่เลนใช้ขนาดนั้นสักหน่อย แค่สองเลนก็เกินพอแล้ว ต้นไม้ที่เสียไปกับจำนวนอากาศที่ลดน้อยลงมันคุ้มค่ากันรึเปล่านะ? นั่นก็ยังเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้...
 

ในเมื่อโลกเราเริ่มเจริญก้าวหน้าขึ้นแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดก็เริ่มพัฒนาตามกระแสสังคมมากขึ้น หลายต่อหลายพื้นที่ของป่าถูกรุกราน จำนวนต้นไม้เริ่มลดน้อยลง มนุษย์บ้านนอกที่เคยใช้ชีวิตพอเพียงเริ่มหันมาใช้รถยนต์กันมากขึ้น มลพิษก็เพิ่มตาม ด้วยเหตุผลที่ว่า “ใครไม่มีรถแม่-งเชยว่ะสัส!!” บางคนซื้อรถแต่ไม่มีเงินเติมน้ำมัน ขับแทบจะนับครั้งได้ “แล้วมึงจะซื้อมาทำเพื่อ?” แล้วหลังจากนั้นพื้นที่แต่ละจังหวัดก็เริ่มสร้างห้างสร้างตึกกันมากขึ้น เหมือนมันจะแข่งกันว่าจังหวัดไหนจะมีตึกเจ๋งๆ สวยๆ สูงๆ เยอะกว่ากัน อย่างเซ็นทรัลที่รู้สึกว่าถ้าจังหวัดไหนมีนี่จะถือว่าทันสมัยและล้ำหน้า บ้านเราก็เหมือนกันจากที่มีแค่บิ๊กซี โลตัส เซ็นทรัลก็เริ่มผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดดอกที่เท่าไรต่อจากห้างแล้วไม่รู้ แล้วคนก็เริ่มแห่ไปเดินกันมากขึ้นทั้งที่ไม่มีอะไรในนั้นที่มันอยากจะซื้อกันเลย(คนบ้านนอกไม่ชอบของแพง) เอาง่ายๆ คือไปเดินตากแอร์เปลืองพลังงานห้าง แล้วอนาคตข้างหน้าถ้ามีอะไรใหม่ๆ ที่ประเทศไทยรับเข้ามาจากต่างแดนหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างมันก็คงผุดงอกขึ้นมาได้เรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด แล้วถ้าถึงจุดสิ้นสุดของกระแสโลกเมื่อไรโลกมันจะเป็นยังไงนะ? 

ถ้าให้นึกถึงโลกอนาคตในภายภาคหน้า...บางทีบ้านนอกเราอาจมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงใช้เหมือนญี่ปุ่น มีตึกที่สูงที่สุดหรืออาจสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ อาจมีเมืองจำลองและมีการจำลองฤดูกาลต่างๆ ที่ประเทศไทยไม่มี มีเทคโนโลยีนำสมัย รถก็ไม่ต้องขับเอง แค่ออกคำสั่งว่าจะไปที่ไหนมันก็พาไปเร็วถึงใจ หรือไม่แน่อาจมีรถเหาะแทนเครื่องบินบนอากาศได้แล้วเกิดการจราจรทั้งภาคพื้นดินและภาคผืนฟ้า วันๆ ไม่ต้องออกไปทำงาน แค่นอนอยู่บ้านก็มีหุ่นยนต์คอยปรนนิบัติพัดวี มีเงินวิ่งเข้ามาในกระเป๋าแบบไม่ต้องทำอะไร แล้วถ้าตรงกันข้ามล่ะ??? 

เกิดโลกเริ่มเสื่อมสลาย ไม่มีเทคโนโลยี ความสะดวกสบายทุกอย่างหายไป เหลือต้นไม้แค่เพียงต้นเดียวต้นสุดท้ายในโลก อากาศกำลังจะหมดและเริ่มมีการผลิตอากาศเทียมขึ้นมาใช้แทนอากาศจริงที่ผลิตจากธรรมชาติมันจะเป็นยังไง? แล้วถ้าแย่กว่านั้นคือมนุษย์โลกทุกคนต้องใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการยื้อชีวิตตัวเอง นั่นก็คือ การซื้อขายอากาศ ถ้าอากาศบริสุทธิ์ที่ใช้กันในปัจจุบันหมดไปเหลือเพียงอากาศเทียมที่คุณต้องหาเงินไปซื้อมายื้อชีวิตตัวเองมันจะวุ่นวายขนาดไหน แล้วถ้าต้องใช้ชีวิตแบบมีถังออกซิเจนเทียมหนักๆ ติดตัวอยู่กับเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลามันจะน่าอึดอัดขนาดไหนกันวะ!? 

       อนาคตโลกในอีกหลายร้อยพันปีข้างหน้า...ต่อให้เป็นพระเจ้าก็คาดเดาไม่ได้...

แล้วไอ้ที่บ่นๆ มายาวๆ นี่ไม่ใช่อะไรหรอก แค่สงสัยว่าประเทศไทยคิดจะเคยหยุดรับเอาสิ่งต่างๆ จากรอบโลกเข้ามาในประเทศตัวเองบ้างไหม? เคยคิดทำอะไรให้ประเทศอื่นเขาอยากรับเอาของบ้านเราเข้าไปไว้ในประเทศเขาอย่างที่เรารับของเขามาไหม??? แล้วก่อนที่จะตัดสินใจรับเอาอะไรหลายๆ อย่างของคนอื่นเขามาน่ะคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาบ้างไหม?? แล้วไอ้คนที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ เวลาจะสร้างอะไรสักอย่างมันนึกถึงผลกระทบที่เกิดกับโลกที่มันอาศัยอยู่บ้างรึเปล่า...ก็แค่นั้นแหละที่อยากบ่นๆ (คือแบบว่าเป็นพวกสวนกระแสอ่ะนะ) =A=

 
KAWIN
 

Comment

Comment:

Tweet

555+ พอปรับตัวเล็กก็มีคนบอกว่าอ่านลำบาก -*-

#2 By KAWIN on 2013-06-18 19:46

โห บ่นยาวจุง อิอิ ตัวหนังสือมันโตไปแล้วบรรทัดมันติดกัน ค่อนข้างอ่านยากนะครับ double wink

#1 By Mr.P on 2013-06-18 19:35